วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 7

บันทึกการเรียนครั้งที่ 7

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  23 กุมภาพันธ์ 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.

    วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน  เนื่องจากเป็นช่วงการสอบกลางภาคของมหาวิทยาลัย


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 6

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  17 กุมภาพันธ์ 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.


ความรู้ที่ได้รับ



สิ่งมอบให้




วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 5

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  9 กุมภาพนธ์ 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.


ความรู้ที่ได้รับ
 1. กิจกรรมแรกก่อนเข้าสู่บทเรียน อาจารย์ได้แจกกระดาษคนละ 1 แผ่น และถุงมือ 1 ข้าง
 ซึ่งขั้นตอนในการทำกิจกรรมมีดังนี้
      1. พับกระดาษครึ่งแผ่น และให้ใส่ถุงมือในข้างที่ไม่ถนัด หลังจากนั้น ให้วาดภาพมือที่ใส่ถุงมือให้มีความเหมือนมากที่สุด  (ห้ามเปิดดู)
   

   2. ถอดถุงมือออกแล้วให้วาดภาพมือของตนเองให้แบบที่เห็นทุกอย่าง



ภาพซ้าย ภาพที่วาดจากถุงมือ  ภาพขวา ภาพที่วาดจากมือจริง


    จากกิจกรรมจะได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวที่อยู่กับเราตลอดเววลาเราต้องมีการสังเกตในสิ่งที่คุนเคย ซึ่งถือว่าการสังเกตเป็นสิ่งสำคัญในการเป็นครูอย่างหนึ่ง เราจะใช้กับการสังเกตพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งเราจะสามารถบันทึกพฤติกรรมของเด็กได้โดยการจดบันทึกเล็กๆจากสิ่งที่เห็นมากกว่าการจดจำแล้วบันทึกที่หลัง

2.เนื้อหาที่เรียน
   การสอนเด็กพิเศษและเด็กปกติ
- ทักษะของครูและทัศนคติ
  การฝึกเพิ่มเติม
     -อบรมระยะสั้น สัมมนา (การให้ความรู้แก่ครู)
     -สื่อต่างๆ (VDO, Internet, หนังสือ)
  การเข้าใจภาวะปกติ
      -เด็กมักคล้ายคลึงกันมากกว่าแตกต่าง =  ในเรื่องพัฒนาการ
     -ครูต้องเรียนรู้ มีปฎิสัมพันธ์กับเด็กปกติและเด็กพิเศษ = การพูดคุย, ทักทาย,เข้าไปช่วยเหลือ
     -รู้จักเด็กแต่ละคน = เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ควรจำชือเด็กให้ได้
     -มองเด็กให้เป็น เด็ก” 
  การคัดแยกเด็กที่มีพัฒนาการช้า
    -การเข้าใจพัฒนาการของเด็ก จะช่วยให้ครูสามารถมองเห็นความแตกต่างของเด็กแต่ละคนได้ง่าย
 ความพร้อมของเด็ก
   -วุฒิภาวะ
   -แรงจูงใจ
   -โอกาส
การสอนโดยบังเอิญ (สอนจากปัญหาที่เกิด)
   -ให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่ม
   -เด็กเข้าหาครูมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสในการสอนมากขึ้นเท่านั้น   
   -ครูต้องพร้อมที่จะพบเด็ก
   -ครูต้องมีความสนใจเด็ก
   -ครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก
   -ครูต้องมีอุปกรณ์และกิจกรรมล่อใจเด็ก
   -ครูต้องมีความตั้งใจจริงในการช่วยให้เด็กแต่ละคนได้เรียนรู้
   -ครูต้องใช้เวลาในการติดต่อไม่นาน
   -ครูต้องทำให้เป็นเรื่องสนุกสนาน
อุปกรณ์
   -มีลักษณะง่ายๆ
   -ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
   -เด็กพิเศษได้เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบเด็กปกติ
   -เด็กปกติเรียนรู้ที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กพิเศษ
ตารางประจำวัน
     -เด็กพิเศษไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำ
   -กิจกรรมต้องเรียงลำดับเป็นขั้นตอนและทำนายได้
   -เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจ
   -การสลับกิจกรรมที่อยู่เงียบๆกับกิจกรรมที่เคลื่อนไหวมากๆ
   -คำนึงถึงความพอเหมาะของเวลา
ทัศนคติของครู
     ความยืดหยุ่น
  -การแก้แผนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  -ยอมรับขอบเขตความสามารถของเด็ก
  -ครูต้องตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน
    การใช้สหวิทยาการ
    -ใจกว้างต่อคำแนะนำของบุคคลในอาชีพอื่นๆ
   -สร้างความสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกับกิจกรรมในห้องเรียน
  การเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้
   -เด็กทุกคนสอนได้
   -เด็กเรียนไม่ได้เพราะไร้ความสามารถ
   -เด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาส
เทคนิคการให้แรงเสริม
  -ความสนใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นสำคัญมาก
  -มีแนวโน้มจะเพิ่มพฤติกรรมที่ดีของเด็ก และมักเป็นผลในทันที
  -หากผู้ใหญ่ไม่สนใจพฤติกรรมที่ดีนั้นๆก็จะลดลงและหายไป
วิธีการแสดงออกถึงแรงเสริมจากผู้ใหญ่
  -ตอบสนองด้วยวาจา
  -การยืนหรือนั่งใกล้เด็ก
  -พยักหน้ารับ ยิ้ม ฟัง
  -สัมผัสทางกาย
  -ให้ความช่วยเหลือ ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
หลักการให้แรงเสริมในเด็กปฐมวัย
  -ครูต้องให้แรงเสริมทันทีที่เด็กมีพฤติกรรมอันพึงประสงค์
  -ครูต้องละเว้นความสนใจทันทีและทุกครั้งที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึ่งประสงค์
  -ครูควรให้ความสนใจเด็กนานเท่าที่เด็กมีพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์
การแนะนำหรือบอกบท (prompting)
  -ย่อยงาน
  -ลำดับความยากง่ายของงาน
  -การลำดับงานเป็นการเสริมแรงเพื่อให้เด็กค่อยๆก้าวไปสู่ความสำเร็จ
  -การบอกบทจะค่อยๆน้อยลงตามลำดับ
ขั้นตอนการให้แรงเสริม
  -สังเกตและกำหนดจุดมุ่งหมาย
  -วิเคราะห์งาน กำหนดจุดประสงค์ย่อยๆในงานแต่ละขั้น
  -สอนจากง่ายไปยาก
  -ให้แรงเสริมทันทีเมื่อเด็กทำได้ หรือเมื่อเด็กพยายามอย่างเหมาะสม
  -ลดการบอกบท เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะก้าวไปขั้นต่อไป
  -ให้แรงเสริมเฉพาะพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่สุด
  -ทีละขั้น ไม่เร่งรัด ยิ่งขั้นเล็กเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น
  -ไม่ดุหรือตี
  - การกำหนดเวลา
  -จำนวนและความถี่ของแรงเสริมที่ให้กับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กต้องมีความเหมาะสม
ความต่อเนื่อง
  -พฤติกรรมทุกๆอย่างในชีวิตประจำวันต่อเนื่องกันระหว่างพฤติกรรมย่อยๆ หลายๆอย่างรวมกัน
  -เช่น การเข้าห้องน้ำ การนอนพักผ่อน การหยิบและเก็บของ การกลับบ้าน
  -สอนแบบก้าวไปข้างหน้า หรือย้อนมาจากข้างหลัง
เด็กตักซุป
  -การจับช้อน                                                     -การตัก                                                              -การระวังไม่ให้น้ำในช้อนหกก่อนจะเข้าปาก
  -การเอาช้อนและซุปเข้าปากแทนที่จะทำให้หกรดค้าง
  -การเอาซุปออกจากช้อนเข้าสู้ปาก
การลดหรือหยุดแรงเสริม
  -ครูจะงดแรงเสริมกับเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
  -ทำอย่างอื่นและไม่สนใจเด็ก
  -เอาอุปกรณ์หรือขอเล่นออกไปจากเด็ก
  -เอาเด็กออกจากการเล่น
"ความคงเส้นคงวา" คนเป็นเป็นครูต้องปฎิบัติตนแบบเสมอต้นเสมอปลาย 
3. ทำPost test หลังเรียนครั้งนี้ไม่ได้ให้ทำใส่กระดาษแต่อาจารย์ให้ช่วยกันตอบภายในห้องเรียน
 โดยมีคำถามดังนี้
      1. การสอนโดยบังเอิญหมายความว่าอย่างไร
      2. การสอนโดยบังเอิญครูต้องพึงปฎิบัติอย่างไร
      3.ตารางประจำวันของเด็กควรเป็นอย่างไร
      4.การให้แรงเสริมเด็ก มีวิธีการอย่างไรบ้าง

การนำไปใช้
   สามารถทำทัศนคติและรูปแบบการสอนเด็กพิเศษและเด็กปกติมาปรับใช้ในการเป็นครูในอนาคตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับพฤติกรรมของเด็ก

การประเมิน
  ประเมินตนเอง > เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์เป็นอย่างดี ทำกิจกรรมวาดภาพมือไม่ค่อยเต็มที่เพราะนึกไม่ออกว่ามือของตัวเองเป็นอย่างไร วาดขนที่นิ้วเยอะจนเพื่อนทักว่าน่าเกลียดรู้สึกสนุกกับกิจกรรมของอาจารย์ทุกครั้ง
  ประเมินเพื่อน >  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามและทำกิจกรรม ช่วยกันร้องเพลง
  ประเมินอาจารย์> เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพ มีการเตรียมการสอนเป็นอย่างดี มีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลามีการสอดแทรกความรู้ต่างๆจากเนื้อหาทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น






วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 4

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  2 กุมภาพันธ์ 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.


ความรู้ที่ได้รับ


    วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจาก อาจารย์เบียร์ติดประชุมค่ะ อาจารย์เลยให้ทุกคนเคลียร์บล็อกของตนเองเพื่อให้พร้อมกับการตรวจในครั้งแรก


วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 3

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  26 มกราคม 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.


ความรู้ที่ได้รับ
   - กิจกรรมแรก  วันนี้อาจารย์ได้แจกกระดาษ A4 สีไม้และกบเหลาให้นักศึกษาทุกคนภายในห้อง




หลังจากนั้นอาจารย์ได้นำรูปดอกบัวมาให้ดูแล้วบอกว่า ให้วาดภาพและระบายสีให้เมือนแบบของอาจารย์มากที่สุด ซึ่งรูป 2 รูปด้านล่าง ภาพบนจะเป็นของอาจารย์ ภาพล่างจะเป็นของหนูเองค่ะ


- กิจกรรมที่ 2  เรียนเรื่องของบทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวมซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

    บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม

ครูไม่ควรวินิจฉัย
  - การวินิจฉัยครูห้ามพูดอาการกับผู้ปกครองของเด็กโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดหรือเข้าใจผิดได้

ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
  - ห้ามตั้งฉายาให้เด็กเด็ดขาด เพราะชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป เด็กจะเสียใจเมื่อถูกตั้งฉายา 

ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
  - พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
  - พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
  -  ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
  -  ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
  -  ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา

ครูทำอะไรบ้าง
  -  ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องพัฒนาการต่างๆ(ครูต้องมีเทคนิคในการพูด)
  -  ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
  -  สังเกตเด็กอย่างมีระบบ(มีการวางแผน,มีการจดบันทึก)
  -  จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

สังเกตอย่างมีระบบ
  -  ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
  -  ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลายาวนานกว่า
  -  ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา

การตรวจสอบ
  -  จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
  -  เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
  -  บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
  -  ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
  -  ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้
  -  พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป

การบันทึกการสังเกต
  -  การนับอย่างง่ายๆ  เป็นการนับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม ระยะเวลาเท่าไหร่เป็นจำนวนกี่ครั้ง
  -  การบันทึกต่อเนื่อง  เป็นการบันทึกที่ให้รายละเอียดได้เยอะและเป็นวิธีที่ดีที่สุด เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ
  -  การบันทึกไม่ต่อเนื่อง  เป็นการบันทึกสั้นๆ ฉับไวในช่วงเวลาหนึ่งลงบัตรเล็กๆ

  การตัดสินใจ
ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง พฤติกรรมของเด็กไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่
-กิจกรรมถัดมาร้องเพลงเพื่อบำบัดเด็ก 5 เพลง ดังนี้


  หลังจากนั้นอาจารย์ได้ให้นำรูปภาพดอกบัวของทุกคนออกเฉลยให้สิ่งที่เห็นบนภาพโดยให้บอกแบบเด็กพิเศษถ้าสมมุติเราเป็นเด็กพิเศษเราเห็นอะไรในภาพบ้าง ซึ่งจะตอบได้ว่า เห็นบัวบาน มีกลีบ14กลีบ มีเกสรสีเหลือง ตรงกลางมีจุดๆ ก้านสีเขียว การตอบของเด็กแบบนี้ครูจะใช้การบันทึกแบบต่อเนื่องในการบันทึกโดยไม่ใส่ความคิดความรู้สึกลงไป

- ทำกิจกรรม Post test หลังเรียน 

การนำไปใช้ 
   สามารถนำความรู้ไปใช้กับอาชีพครูในอนาคต  โดยปฎิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักการทำให้ปกครองไว้วางใจเราได้ในระดับนึง ในการดูแลเด็กภายในชั้นเรียน

การประเมิน
  ประเมินตนเอง > เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์เป็นอย่างดี มีส่วนร่วมในกิจกรรม  สนุกสนานร่วมกันร้องเพลงและปรบมือ วันนี้ดีใจมากได้ดาวเด็กดีกับอาจารย์เบียร์ไม่คิดว่าตัวเองจะได้จากการพูดไปแบบไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณอาจารย์เบียร์นะคะ
  ประเมินเพื่อน >  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามและทำกิจกรรม ช่วยกันร้องเพลง
  ประเมินอาจารย์> เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพ มีการเตรียมการสอนเป็นอย่างดี อาจารย์ร้องเพลงเพราะเข้าจังหวะเสียงน่ารัก อาจารย์ให้ดอกาสเด็กแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง





  


วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 2

บันทึกการเรียนครั้งที่ 2

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  19 มกราคม 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.


ความรู้ที่ได้รับ
    รูปแบบการจัดการศึกษา
 1.  การศึกษาปกติทั่วไป(Regular Education)
 2. การศึกษาพิเศษ(Special Education)
 3.การศึกษาแบบเรียนร่วม(Integrated Educaiton หรือ Mainstreaming)
 4.การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
  ความหมายของการการศึกษาแบบเรียนร่วม
     -การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
     -มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
     -ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
     -ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน    
      การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
       คือ การให้เด็กพิเศษมาเรียนบางเวลาโดยเป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการปานกลาง-มากจึงไม่อาจเรียนเต็มเวลา ในรายวิชา ศิลปะ พละ ดนตรี
     การเรียนร่วมเต็มเวลา(Mainstreaming)
  คือ การให้เด็กเรียนตลอดทั้งวันโดยจัดกระบวนการเรียนการสอนเหมือนเด็กปกติเด็กพิเศษจะอยู่ในระดับปานกลาง-น้อย 
Wilson , 2007
-การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก
-การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน
-กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้
-เป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง

ความหมายของการเรียนแบบรวม 
  • การศึกษาสำหรับทุกคน
  • เด็กอยู่ตั้งแต่แรกในการรับเข้าศึกษา
  • จัดให้บริการพิเศษของแต่ละบุคคล
ความหมายการเรียนรู้แบบเรียนรวมสากลทั่วโลก
  ''Inclusive Education is Education for all,
   It involves  receiving people
   at the beginning of their  education,
   with provision of additional  services
   needed by each  individual''

การศึกษาแบบเรียนรวมเป็นการศึกษาของทุกคนเริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นปฐมวัยแต่ละบุคคลต้องได้รับการช่วยแหลือที่แตกต่างกันตามความต้องการของแต่ละบุคคล
 สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
    -เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
    -เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
    -เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)
    -การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
    -เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
    -เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียนทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้ และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ รวมกัน” ที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน
    -ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก
     ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
-ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
-“สอนได้
-เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

การประเมิน
  ประเมินตนเอง > เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์เป็นอย่างดี มีส่วนร่วมในกิจกรรม  สนุกสนานร่วมกันร้องเพลงและปรบมือ
  ประเมินเพื่อน >  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามและทำกิจกรรม ช่วยกันร้องเพลง
  ประเมินอาจารย์> เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพ มีการเคตรียมการสอนเป็นอย่างดี อาจารย์ร้องเพลงเพราะ อาจารย์น่ารักมากเข้าใจในความรู้สึกของเด็ก คอยชี้นำแนวทางให้ทางที่ถูกต้องให้อยู่เสมอ





วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

ครั้งที่ 1

บันทึกการเรียนครั้งที่ 1

วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย(EAED3214)
อาจารย์ตฤณ แจ่มถิ่น
วัน/เดือน/ปี  12 มกราคม 2558
กลุ่มเรียน 104     เวลา 12.20-15.50 น.

ความรู้ที่ได้รับ


  • อาจารย์เล่าถึงบรรยากาศต่างๆภายในโครงการ "จิตอาสาพัฒนาการคิดของเด็กปฐมวัยด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"ที่พี่ปี 4 ได้ไปทำกิจกรรมในจังหวัดบุรีรัมย์ เล่าถึงการเดินทาง การกิน ที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้พวกเราได้คิดถึงอนาคตในปีหน้าว่าจะต้องมีการวางแผนมากน้อยเพียงใด
  • อาจารย์ได้ข้อสอบปลายภาคในวิชา การอบรมเลี้ยงดูปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ที่สอบไปเมื่อเทอมที่แล้ว  และร่วมกันตอบคำถามภายในห้องเรียน
  • ชี้แจงแนวการสอน ในรายวิชานี้ และชี้แจงในเรื่องคะแนนที่จะได้รับดังนี้      
                    1. Blog  20 คะแนน
                    2. จิตพิสัย 20 คะแนน
                    3. แผนIEP  10 คะแนน
                    4. กิจกรรมภายในห้องเรียน  40 คะแนน
  • การกำหนดข้อตกลงต่างๆภายในห้องเรียน 
            การแต่งกายมาเรียน , ทรงผม , รองเท้า 
  • ได้ทำกิจกรรมทดสอบความรู้เดิม โดยอาจารย์แจกใบคำถามให้โดยให้ตอบด้วยความรู้ที่มีอยู่ไม่ลอกเพื่อนหรือดูข้อมูลใดๆเลย
  • ฝึกร้องเพลง 5 เพลง ดังนี้
                  1. เพลงนม
                  2. เพลงอาบน้ำ
                  3. เพลงแปรงฟัน
                  4. เพลงพี่น้องกัน
                  5. เพลงมาโรงเรียน



การประเมิน
  ประเมินตนเอง > เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์เป็นอย่างดี มีส่วนร่วมในกิจกรรม
  ประเมินเพื่อน >  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามและทำกิจกรรม ช่วยกันร้องเพลง
  ประเมินอาจารย์> เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพ ชอบที่อาจารย์เล่าถึงเรื่องต่างๆให้ฟังรู้สึกสนุกและทำให้เล่ามีการเตรียมความพร้อม อาจารย์ร้องเพลงเพราะ